성모진안과 블로그

2026-09-09

หากมองเห็นวงกบประตูหรือแนวยาแนวกระเบื้องบิดเบี้ยว — เช็กง่ายๆ ที่บ้านใน 30 วินาที โดยปิดตาทีละข้าง

หากมองเห็นวงกบประตูหรือแนวยาแนวกระเบื้องบิดเบี้ยว — เช็กง่ายๆ ที่บ้านใน 30 วินาที โดยปิดตาทีละข้าง
หากมองเห็นวงกบประตูหรือแนวยาแนวกระเบื้องบิดเบี้ยว — เช็กง่ายๆ ที่บ้านใน 30 วินาที โดยปิดตาทีละข้าง

ก่อนอื่น ขอให้ทุกท่านคลายความกังวลใจลงก่อนครับ

ความรู้สึกว่าเส้นตรงดูบิดเบี้ยวเล็กน้อยอาจเกิดขึ้นได้เมื่อดวงตาอ่อนล้าหรือฟิล์มน้ำตาแห้ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไรครับ

แต่มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ข้อหนึ่งครับ

หากคุณลองปิดตาทีละข้างแล้วมอง แต่ยังคงเห็นเส้นตรงบิดเบี้ยว หรือเห็นจุดกึ่งกลางของตัวอักษรขาดหายไป เรื่องนี้จะต่างออกไปทันทีครับ

เพราะนี่คือสัญญาณเตือนของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับ "จุดภาพชัด" (Macula) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการมองเห็นส่วนกลางของดวงตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD) เวลาที่เริ่มรับการรักษาจะเป็นตัวชี้วัดระดับการมองเห็นขั้นสุดท้ายของคุณครับ

ขออธิบายด้วยข้อมูลตัวเลขทางการแพทย์เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ

จากงานวิจัยที่วิเคราะห์ภาพถ่ายจอประสาทตาของผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จำนวน 13,737 คน โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติของเกาหลี (ปี 2017–2020) พบผู้ที่มีรอยโรคจอประสาทตาเสื่อม 2,222 คน (16.2%)

แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ในจำนวนนี้มีถึง 95.25% ที่ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าตนเองเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม

(Kim Y, Han K, Kim JH, Scientific Reports, 2025)

แม้ส่วนใหญ่จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นความจริงที่ชัดเจนว่า

โรคจอประสาทตาเสื่อมมักเริ่มต้นอย่างเงียบๆ โดยไม่มีอาการเตือน และเมื่อเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติ โรคก็มักจะดำเนินไปมากแล้ว

สวัสดีครับ คลินิกจักษุแพทย์ซ็องโมจิน (St. Mary Jin Eye Clinic) ครับ

วันนี้เราจะมาอธิบายอย่างละเอียดและอิงหลักฐานทางการแพทย์ว่า โรคจอประสาทตาเสื่อมคืออะไร, จะตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่บ้านด้วยตารางแอมสเลอร์ (Amsler grid) ได้อย่างไร, รวมถึงตารางนี้มีความแม่นยำแค่ไหน และมีข้อจำกัดอะไรบ้างที่คุณควรรู้ครับ

[สารบัญ]

จุดภาพชัดคือบริเวณไหน และทำไมจึงสำคัญ?

เมื่อเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม การมองเห็นจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

การตรวจด้วยตารางแอมสเลอร์ (Amsler Grid) ทำอย่างไร?

เราสามารถเชื่อผลจากตารางแอมสเลอร์ได้ทั้งหมดหรือไม่?

ชนิดแห้งและชนิดเปียก แตกต่างกันอย่างไร?

ความเสี่ยงของคุณอยู่ในระดับไหน?

เมื่อไปโรงพยาบาล จักษุแพทย์จะตรวจอะไรบ้าง?

การรักษามีวิธีใดบ้าง? สายตาจะกลับมาเป็นปกติได้ไหม?

อาหารเสริม (ลูทีน / สูตร AREDS2) ช่วยได้จริงหรือไม่?

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง?

อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่โรคจอประสาทตาเสื่อมเสมอไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)


1. จุดภาพชัดคือบริเวณไหน และทำไมจึงสำคัญ?

หากมองเห็นวงกบประตูหรือแนวยาแนวกระเบื้องบิดเบี้ยว — เช็กง่ายๆ ที่บ้านใน 30 วินาที โดยปิดตาทีละข้าง 사진 2
ภาพตัดขวางของลูกตาและตำแหน่งของจุดภาพชัด (Macula)

เรตินาหรือจอประสาทตา คือเยื่อประสาทบางๆ ที่บุอยู่ภายในผนังลูกตาด้านหลัง

หากเปรียบเทียบกับกล้องถ่ายรูป จอประสาทตาก็ทำหน้าที่เหมือนฟิล์มถ่ายภาพครับ

และบริเวณกึ่งกลางจอประสาทตา ซึ่งเป็นจุดที่ลำแสงโฟกัสตกกระทบลงมาพอดี มีพื้นที่เล็กๆ ที่เรียกว่า "จุดภาพชัด" (Macula หรือ มาคูลา)

จุดนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 5 มม. เท่านั้น และส่วนที่ไวต่อแสงมากที่สุดตรงกลาง (Fovea) มีขนาดไม่ถึง 1 มม. ด้วยซ้ำ

แต่หน้าที่ของพื้นที่เล็กๆ จุดนี้มีความสำคัญอย่างมหาศาลครับ

▶ ควบคุมการมองเห็นเพื่ออ่านหนังสือ หรือระดับสายตาคมชัดที่เรามักเรียกว่า "สายตา 1.0" เกือบทั้งหมด

▶ ความสามารถในการแยกแยะเฉดสี

▶ ความสามารถในการจดจำใบหน้าของผู้คน

ส่วนจอประสาทตารอบนอกจะทำหน้าที่ดูแลลานสายตาและความกว้างของการมองเห็น

ดังนั้น เมื่อจุดภาพชัดเกิดความเสียหาย จึงทำให้เกิดความผิดปกติเฉพาะตัวที่แปลกมาก คือคุณยังพอมองเห็นขอบเขตลานสายตารอบข้างได้ แต่จุดที่คุณตั้งใจจะมองตรงกลางกลับมองไม่เห็น

เช่น คุณสามารถเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่เดินชนสิ่งของ แต่อ่านหนังสือพิมพ์ไม่ได้ หรือมองเห็นหน้าคนที่นั่งคุยอยู่ตรงข้าม แต่ส่วนกลางใบหน้าของเขากลับเลือนหายไป

โรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัย คือภาวะที่จุดภาพชัดเกิดการเสื่อมสภาพเมื่ออายุมากขึ้น

มักเริ่มต้นจากการสะสมของสารของเสีย (ดรูเซน / Drusen) ใต้จอประสาทตา ร่วมกับการทำงานที่เสื่อมถอยลงของเซลล์ชั้นเยื่อบุเม็ดสีจอประสาทตา (RPE) และหลอดเลือดคอรอยด์ที่คอยส่งสารอาหารไปเลี้ยงจุดภาพชัด


2. เมื่อเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม การมองเห็นจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

หากมองเห็นวงกบประตูหรือแนวยาแนวกระเบื้องบิดเบี้ยว — เช็กง่ายๆ ที่บ้านใน 30 วินาที โดยปิดตาทีละข้าง 사진 3
ลานสายตาปกติ vs ภาพบิดเบี้ยว (Metamorphopsia) และจุดบอดตรงกลาง (Central Scotoma)

มีอาการเด่นๆ 3 ประการดังนี้ครับ

① ภาพบิดเบี้ยว (Metamorphopsia) — มองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นคดหรือบิดเบี้ยว

หากมีของเหลวคั่งหรือมีเนื้อเยื่อดันตัวขึ้นมาใต้จุดภาพชัด จอประสาทตาจะโป่งนูนและไม่เรียบ

ภาพที่ตกลงบนจอประสาทตาก็จะบิดเบี้ยวตามไปด้วย ส่งผลให้สิ่งของที่เป็นเส้นตรง เช่น วงกบประตู รอยต่อแนวยาแนวกระเบื้อง กรอบหน้าต่าง เสาไฟฟ้า หรือเส้นทางม้าลาย ดูคดเคี้ยวหรือเป็นคลื่นคล้ายผิวน้ำ

② จุดมืดดำตรงกลาง (Central Scotoma) — มองเห็นภาพตรงกลางขาดหายไป ว่างเปล่า หรือมัวทึบ

เวลาอ่านหนังสือ ตัวอักษรตรงกลางจะขาดหายไปทีละตัว หรือเวลามองหน้าคน บริเวณจมูกและปากจะดูเบลอ หากเหลือบมองเยื้องไปด้านข้างเล็กน้อย มักจะกลับมาพอมองเห็นได้ดีขึ้น

③ การแยกแยะความเปรียบต่างและสีลดลง ขนาดภาพที่เห็นผิดเพี้ยนไป

การอ่านหนังสือในที่แสงสลัวจะทำได้ยากเป็นพิเศษ และต้องใช้เวลาปรับสายตานานขึ้นเมื่อเดินเข้าไปในที่สว่าง นอกจากนี้ ขนาดของสิ่งของที่มองเห็นจากตาทั้งสองข้างอาจดูไม่เท่ากัน

และนี่คือจุดที่สำคัญที่สุดครับ

ในชีวิตประจำวัน เราลืมตาใช้ชีวิตพร้อมกันทั้งสองข้าง

ดังนั้น แม้ตาข้างหนึ่งจะเริ่มมีความผิดปกติ ตาอีกข้างหนึ่งที่ยังดีอยู่จะช่วยชดเชยการมองเห็นแทน

ในความเป็นจริง คนไข้หลายคนที่มาพบแพทย์ที่คลินิกแล้วบอกว่า "เมื่อวานอยู่ดีๆ ก็มองไม่เห็นขึ้นมากะทันหัน" ความจริงแล้วมักเกิดจากการที่บังเอิญเอามือไปปิดตาข้างที่ปกติ แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าตาอีกข้างมีปัญหา

โรคไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานครับ แต่คุณเพิ่งตรวจพบเมื่อวานต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ การตรวจเช็กดวงตาด้วยตนเอง จึงต้องทำโดยการปิดตาทีละข้างเสมอครับ


3. การตรวจด้วยตารางแอมสเลอร์ (Amsler Grid) ทำอย่างไร?

หากมองเห็นวงกบประตูหรือแนวยาแนวกระเบื้องบิดเบี้ยว — เช็กง่ายๆ ที่บ้านใน 30 วินาที โดยปิดตาทีละข้าง 사진 4
ตารางแอมสเลอร์และขั้นตอนการทดสอบ

ตารางแอมสเลอร์ (Amsler grid) คือภาพตารางสี่เหลี่ยมคล้ายกระดานหมากรุกที่มีจุดสีดำหนึ่งจุดอยู่ตรงกึ่งกลาง

การทดสอบนี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษใดๆ คุณสามารถบันทึกภาพจากบทความนี้เก็บไว้ใช้งานได้เลยครับ

ขั้นตอนการตรวจมีดังนี้ครับ

สวมแว่นตาหรือแว่นสายตายาวที่คุณใช้อ่านหนังสือเป็นประจำ หากมีแว่นสำหรับอ่านหนังสือ ให้สวมแว่นนั้นขณะตรวจ

ถือตารางให้อยู่ห่างจากดวงตาประมาณ 30 ซม. ในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ

ใช้ฝ่ามือปิดตาข้างหนึ่งไว้ให้สนิท ระวังอย่าให้มีแสงเล็ดลอดผ่านร่องนิ้ว

ใช้ตาข้างที่เปิดอยู่จ้องมองที่จุดกึ่งกลางตลอดเวลา ห้ามกลอกสายตาไปมา การทดสอบนี้คือการสังเกตว่าพื้นที่รอบข้างเป็นอย่างไรในขณะที่ตาโฟกัสอยู่ที่จุดกึ่งกลาง

จ้องมองค้างไว้ 5–10 วินาที แล้วสังเกตสิ่งต่อไปนี้ครับ

มีเส้นตารางบริเวณใดที่บิดเบี้ยว ขาดหาย หรือเป็นคลื่นหรือไม่

มีส่วนใดของตารางที่ดูมืด มัว ดำ หรือมองไม่เห็นหรือไม่

มองเห็นมุมทั้งสี่ของตารางสี่เหลี่ยมครบถ้วนหรือไม่

มีช่องตารางช่องไหนที่ดูมีขนาดเล็กหรือใหญ่ผิดปกติหรือไม่

สลับปิดตาอีกข้างแล้วทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีกครั้ง

ควรตรวจบ่อยแค่ไหน?

สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแล้ว หรือผู้ที่มีภาวะจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียกในตาข้างหนึ่งและจำเป็นต้องเฝ้าระวังตาอีกข้างอย่างใกล้ชิด ควรตรวจเป็นประจำทุกวันหรือวันเว้นวันครับ

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความผิดปกติใดๆ การฝึกตรวจสัปดาห์ละ 1 ครั้งให้เป็นนิสัย จะช่วยให้คุณสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ

เคล็ดลับเพิ่มเติม

ในการตรวจครั้งแรก ให้จดจำภาพที่เห็นไว้ หรือทำเครื่องหมายจุดที่ดูผิดปกติลงบนกระดาษ

เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของโรคจอประสาทตาเสื่อม ไม่ใช่แค่การรู้ว่า "เส้นดูบิดเบี้ยว" แต่คือความเปลี่ยนแปลงว่า "มันบิดเบี้ยวมากกว่าเมื่อวานหรือไม่" ครับ

กรณีที่ต้องรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที

▶ เส้นตรงที่เคยเห็นตรงตามปกติ จู่ๆ วันนี้กลับบิดเบี้ยวคดเคี้ยว

▶ จุดมืดดำหรือรอยมัวบดบังตรงกลางมีขนาดกว้างขึ้น

▶ สายตาข้างใดข้างหนึ่งมัวลงอย่างกะทันหัน

▶ สิ่งของที่มองเห็นดูเล็กลง (หรือใหญ่ขึ้น) อย่างฉับพลัน

โรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียกสามารถลุกลามและแย่ลงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันครับ

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือการคิดว่า "ไว้ค่อยรอถามคุณหมอตอนไปตรวจสุขภาพประจำปีเดือนหน้าแล้วกัน" เพราะอาจสายเกินไปได้ครับ


4. เราสามารถเชื่อผลจากตารางแอมสเลอร์ได้ทั้งหมดหรือไม่?

หากมองเห็นวงกบประตูหรือแนวยาแนวกระเบื้องบิดเบี้ยว — เช็กง่ายๆ ที่บ้านใน 30 วินาที โดยปิดตาทีละข้าง 사진 5
ความแม่นยำและข้อจำกัดของตารางแอมสเลอร์

คำตอบคือ ไม่สามารถเชื่อได้ทั้งหมดครับ เราจำเป็นต้องอธิบายข้อเท็จจริงในส่วนนี้อย่างตรงไปตรงมาครับ

มีงานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยของตารางแอมสเลอร์

เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (Systematic Review and Meta-analysis) จากงานวิจัย 10 ฉบับ รวมกลุ่มตัวอย่าง 1,890 ตา (จอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก 425 ตา, จอประสาทตาเสื่อมชนิดไม่เกิดหลอดเลือดใหม่ 1,262 ตา และตาปกติ 203 ตา)

(Bjerager J et al., JAMA Ophthalmology, 2023)

Like

ข้อมูลคลินิก

รายละเอียด
성모진안과 คลินิก · 서울
เลขทะเบียนธุรกิจ 510-93-14736