2026-09-24
ผ่าตัดต้อกระจกแล้ว ผลการรักษาจะอยู่ถาวรหรือไม่?
การผ่าตัดต้อกระจกให้ผลถาวรเพราะเลนส์เทียมไม่เสื่อมสภาพ หากตามัวลงภายหลังมักเกิดจากภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่น (PCO) ซึ่งรักษาให้หายขาดอย่างถาวรได้ง่ายๆ ด้วย YAG เลเซอร์

สวัสดีครับ คลินิกจักษุซองโมจิน (St. Mary's Jin Eye Clinic) ผู้นำเสนอมาตรฐานที่แม่นยำสำหรับการทำ Smile LASIK, All-Laser LASEK และการผ่าตัดต้อกระจกครับ
เมื่อให้คำปรึกษาเรื่องต้อกระจกในห้องตรวจ มีคำถามหนึ่งที่คนไข้จำนวนมากมักกังวลและสอบถามเข้ามาอยู่เสมอครับ
"คุณหมอครับ/ค่ะ ถ้าผ่าตัดต้อกระจกครั้งเดียวแล้วผลจะอยู่ไปตลอดชีวิตไหม? ถ้าในอนาคตกลับมาเป็นซ้ำอีกจะทำอย่างไรดี?"
วันนี้ เราจะมาอธิบายอย่างชัดเจนตามหลักฐานทางจักษุวิทยาและข้อมูลงานวิจัย ถึง 'ความถาวรของการผ่าตัดต้อกระจก' รวมถึงสาเหตุหลักที่ทำให้การมองเห็นลดลงหลังผ่าตัดอย่าง 'ภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่น (ต้อกระจกตามหลัง)' ครับ
1. ผลการผ่าตัดต้อกระจกอยู่ถาวรหรือไม่?
หากสรุปตั้งแต่ต้น คำตอบคือ ผลของการผ่าตัดต้อกระจกนั้นถาวรครับ
การผ่าตัดต้อกระจกคือกระบวนการนำเลนส์ตาธรรมชาติเดิมที่ขุ่นมัวออกอย่างสมบูรณ์ แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens, IOL) ที่ใสสะอาดเข้าไปแทนที่ในตำแหน่งเดิม

เลนส์ตาธรรมชาติเดิมที่ถูกนำออกไปแล้วจะไม่สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้อีกในร่างกายมนุษย์ และเลนส์แก้วตาเทียมชนิดใหม่ที่ทำจากพลาสติกหรืออะคริลิกที่ใส่เข้าไปนั้นก็จะไม่เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

ดังนั้น ในทางการแพทย์แล้วจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ 'โรคต้อกระจกที่แท้จริง' จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหลังการผ่าตัด
2. หากผ่านไปหลายปีหลังผ่าตัดแล้วการมองเห็นกลับมามัวลงอีก เกิดจากอะไร?
เมื่ออธิบายว่าต้อกระจกจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ บางครั้งก็มีคนไข้ถามกลับมาว่า
"แต่คนรู้จักของฉันไปผ่าตัดมา พอผ่านไปหลายปีทำไมตาถึงกลับมามัวลงอีกล่ะคะ/ครับ?"
อาการนี้ไม่ได้เกิดจากต้อกระจกกลับมาเป็นซ้ำ แต่เป็นปฏิกิริยาการสมานแผลตามธรรมชาติหลังผ่าตัดที่ในทางจักษุวิทยาเรียกว่า ภาวะถุงหุ้มเลนส์ตาด้านหลังขุ่น (Posterior Capsular Opacification, PCO) หรือเรียกกันทั่วไปว่า 'ต้อกระจกตามหลัง' ครับ
กลไกการเกิดภาวะถุงหุ้มเลนส์ตาด้านหลังขุ่น (PCO)
ในการผ่าตัดต้อกระจก แพทย์จะคง 'ถุงหุ้มเลนส์ด้านหลัง (Posterior capsule)' ซึ่งเป็นถุงเนื้อเยื่อบางๆ ที่เคยห่อหุ้มเลนส์ตาเดิมเอาไว้ เพื่อใช้เป็นที่ยึดเลนส์แก้วตาเทียมอันใหม่อย่างปลอดภัยในดวงตา
ทว่า เซลล์เยื่อบุผิวเลนส์ตาจำนวนเล็กน้อยที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนถุงหุ้มเลนส์นี้ อาจเคลื่อนตัวไปทางด้านหลังเลนส์เทียม มีการแบ่งตัวและก่อตัวเป็นฝ้าขุ่นขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไป
จากรายงานการวิจัยในวารสารจักษุวิทยาแห่งเกาหลี (JKOS) ระบุว่า อาการนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยมาก โดยพบได้ราว 20-50% ของผู้ป่วยภายในเวลา 5 ปีหลังการผ่าตัดต้อกระจก


อาการสำคัญของภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่น
การมองเห็นกลับมามัวลงคล้ายมีหมอกบัง
มีอาการแสงกระจายในเวลากลางคืนและตาพร่าแพ้แสงเพิ่มขึ้น
ความคมชัดในการมองเห็น (Contrast sensitivity) ลดลง มองเห็นวัตถุได้ไม่ชัดเจน
3. การรักษาต้อกระจกตามหลัง: Nd:YAG เลเซอร์
แม้จะเกิดภาวะต้อกระจกตามหลังขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเปิดแผลที่ดวงตาซ้ำซ้อนแต่อย่างใดครับ
เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้อย่างสมบูรณ์ด้วยหัตถการแบบผู้ป่วยนอกที่ง่ายดายมาก ซึ่งเรียกว่า การเปิดถุงหุ้มเลนส์ด้วย Nd:YAG เลเซอร์ (YAG Laser Capsulotomy)
การยิงแย็กเลเซอร์ใช้เวลาเพียงประมาณ 10 วินาที เป็นหัตถการที่ง่ายมากและไม่มีความเจ็บปวดต่อดวงตาเลย
หัตถการรวดเร็ว ไม่ต้องผ่าตัด: หลังหยอดยาชาเฉพาะที่ แพทย์จะใช้เลเซอร์เปิดรูขนาดเล็กตรงกึ่งกลางถุงหุ้มเลนส์ที่ขุ่นมัวเพื่อให้แสงสามารถผ่านเข้าไปได้ โดยใช้เวลาทำสั้นมากเพียง 1-5 นาทีเท่านั้น
การฟื้นตัวของการมองเห็นทันที: ไม่มีการเสียเลือดหรือความเจ็บปวดใดๆ หลังทำเสร็จแสงจะสามารถส่องผ่านได้อย่างชัดเจนทันที ทำให้กลับมามีสายตาที่กระจ่างใสจากเลนส์แก้วตาเทียมได้ในทันที
ผลการรักษาที่ถาวร: ช่องทางบนถุงหุ้มเลนส์ที่เปิดออกด้วยเลเซอร์แล้วจะไม่กลับมาปิดซ้ำอีก ดังนั้นภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่นจึงไม่กลับมาเป็นซ้ำเป็นครั้งที่สอง และการรักษาด้วยเลเซอร์นี้จึงถือเป็นวิธีแก้ไขที่ถาวรครับ
4. สายตาที่คมชัดตลอดชีวิต การดูแลหลังผ่าตัดคือกุญแจสำคัญ
การผ่าตัดต้อกระจกคือวิธีการรักษาอันยอดเยี่ยมที่ช่วยพัฒนาการมองเห็นได้อย่างถาวรด้วยการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอหลังผ่าตัดยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ และรับมือได้อย่างปลอดภัยกับภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่น ภาวะตาแห้ง หรือการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาที่อาจเกิดขึ้นได้
คลินิกจักษุซองโมจิน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสลายต้อกระจกทั่วไปเท่านั้น
แต่เราดูแลสุขภาพดวงตาของคนไข้ไปตลอดชีวิต ตั้งแต่การฝังเลนส์แก้วตาเทียมระดับพรีเมียมอย่างประณีตแม่นยำ ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัดอย่างทั่วถึงด้วย Nd:YAG เลเซอร์
เราพร้อมมอบคุณภาพการมองเห็นที่ดีที่สุดด้วยเครื่องมือล้ำสมัยระดับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้นำด้าน Smile LASIK และ All-Laser LASEK ร่วมกับความเชี่ยวชาญทางคลินิกอันลึกซึ้ง
หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดต้อกระจก หรือกำลังเผชิญปัญหาตามัวไม่สบายตา สามารถติดต่อสอบถามคลินิกจักษุซองโมจินได้ทุกเมื่อครับ
คำถามที่พบบ่อย
ผ่าตัดต้อกระจกแล้วผลการรักษาจะอยู่ไปตลอดชีวิตหรือไม่?
ใช่ครับ ผลการผ่าตัดต้อกระจกจะคงอยู่ถาวร เนื่องจากเป็นการนำเลนส์ตาเดิมที่ขุ่นมัวออกทั้งหมด แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม เช่น อะคริลิก ซึ่งไม่เสื่อมสภาพเข้าไปแทนที่ ดังนั้นในทางการแพทย์จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ต้อกระจกที่นำออกไปแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำอีก
ทำไมหลังผ่าตัดต้อกระจกไปแล้ว การมองเห็นถึงกลับมามัวลงอีกได้?
เนื่องจากเกิดภาวะถุงหุ้มเลนส์ด้านหลังขุ่น (ต้อกระจกตามหลัง) ขึ้น โดยเซลล์เยื่อบุผิวเลนส์ตาเดิมจำนวนเล็กน้อยที่ยังหลงเหลืออยู่บนถุงหุ้มเลนส์ที่แพทย์เก็บไว้เพื่อรองรับเลนส์เทียม ได้เจริญเติบโตและสร้างแผ่นฝ้าขุ่นขึ้นมา ส่งผลให้สายตามัวลงเหมือนมีหมอกบัง หรือเกิดอาการแพ้แสงได้ครับ
ภาวะต้อกระจกตามหลังเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน?
จากผลการศึกษาวิจัยพบว่าเกิดขึ้นได้บ่อย โดยพบได้ประมาณ 20-50% ของผู้รับการผ่าตัด ตามรายงานในวารสารจักษุวิทยาแห่งเกาหลีระบุว่า อาการนี้ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติที่พบได้ค่อนข้างบ่อยภายใน 5 ปีหลังการผ่าตัดต้อกระจก
หากเกิดต้อกระจกตามหลัง จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดแผลที่ดวงตาซ้ำครับ เพียงแค่หยอดยาชาแล้วทำหัตถการด้วย Nd:YAG เลเซอร์ในแผนกผู้ป่วยนอกโดยใช้เวลาเพียง 1-5 นาทีเท่านั้น ไม่เจ็บและไม่มีเลือดออก เลเซอร์จะเปิดช่องบริเวณถุงหุ้มเลนส์ที่ขุ่นมัว ทำให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนได้ในทันที
หลังรักษาด้วย YAG เลเซอร์แล้ว ภาวะต้อกระจกตามหลังจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?
ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกครับ เนื่องจากทางเดินของแสงบนถุงหุ้มเลนส์ที่เปิดออกด้วยเลเซอร์แล้วจะไม่กลับมาปิดตันอีก ทำให้ภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่นได้รับการแก้ไขอย่างถาวร และคงความกระจ่างใสของการมองเห็นไว้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำอีกต่อไป